วารสารวิชาการ
รายงานวิชาการ

ร้อนนี้เตรียมให้พร้อมกับการเลี้ยงสุกรให้มีประสิทธิภาพ

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าหน้าร้อนเป็นช่วงที่เลี้ยงหมูได้ค่อนข้างยากในเมืองไทย เนื่องจากบ้านเราเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นซึ่งเป็นภูมิอากาศพื้นฐานซึ่งไม่เหมาะสมแก่การเลี้ยงสัตว์เท่าใดนัก ยิ่งพันธุ์สุกรในบ้านเราเป็นพันธุ์ที่มาจากต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่อากาศเย็นกว่าบ้านเราทำให้จำเป็นต้องมีการปรับตัวและปรับสภาพโรงเรือนให้เหมาะสมกับสายพันธุ์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเราเลี้ยงสุกรซึ่งมีการเจริญเติบโตเร็ว สร้างกล้ามเนื้อมากซึ่งเป็นผลทำให้อวัยวะภายใน เช่น ระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจลดขนาดลง อุณหภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การกินได้สวนทางไปทำให้กินอาหารลดลง รวมทั้งการที่เราเน้นเรื่องคุณภาพซากทำให้ขนาดของกระเพาะลดลง ทำให้เราต้องกลับมาใส่ใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานในการผลิตมากขึ้นตั้งแต่การใช้อาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ ต่อเนื่องไปถึงการจัดการเรื่องของน้ำ โรงเรือน และอุปกรณ์การให้อาหารให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด บทความฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากกล่าวถึงการจัดการโรงเรือนสุกรเพื่อเตรียมรับกับหน้าร้อนนี้
ในบ้านเราประกอบด้วยโรงเรือนอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

1. โรงเรือนเปิด ปัจจุบันในบ้านเราโรงเรือนแบบนี้ยังพบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร
2. โรงเรือนปิด คำว่าโรงเรือนปิดในบทความนี้คือ โรงเรือนจะรวมทั้งแบบอุโมงค์และ
โรงเรือนระบบทำความเย็น โดยใช้หลักการของระเหยน้ำ (Evaporative cooling system)
ซึ่งปัจจุบันฟาร์มหลายแห่งได้เปลี่ยนมาใช้ระบบนี้แล้ว
ในบทความนี้จะเน้นในเรื่องการจัดการโรงเรือนและการระบายอากาศเท่านั้น การจัดการความร้อนในโรงเรือนนั้นอาศัยหลักการเรื่องสมดุลความร้อน โดยสมการที่เกิดขึ้นเท่ากับ

ความร้อนที่เกิดขึ้น = ความร้อนที่สูญเสีย

ความร้อนที่เกิดขึ้นในโรงเรือนส่วนใหญ่มาจาก 3 อย่างหลัก ๆ คือ

1. ความร้อนจากตัวสุกรจากการเผาผลาญอาหาร
2. ความร้อนจากแสงแดดที่ตกกระทบโรงเรือน
3. ความร้อนจากแหล่งอื่น ๆ เช่น ไฟกกให้ความอบอุ่น หลอดไฟที่ให้แสงสว่าง เป็นต้น
ส่วนความร้อนที่สูญเสียจะประกอบไปด้วย

    • เสียไปกับโครงสร้างโรงเรือน
    • เสียไปกับกระบวนการหายใจ
      เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้นจึงขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการระบายความร้อนของสุกรดังนี้

การระบายความร้อนของสุกรเกิดได้โดย 2 วิธีการหลัก ๆ คือ

1. การระบายความร้อนผ่านตัวกลาง เช่น การนำความร้อน การพาความร้อน และการระเหยของน้ำ ในกรณีการนำความร้อนพื้นที่เป็นพื้นทึบตันจะช่วยได้มากกว่าพื้นแสล๊ต ( slat ) ส่วนการระเหยของน้ำต้องอาศัยตัวกลาง เช่น น้ำและการลดอุณหภูมิด้วยระบบนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น ความชื้นของอากาศ
2. การระบายความร้อนแบบไม่ใช้ตัวกลาง เช่น การแผ่รังสี

จากกระบวนการดังกล่าว การทำให้เกิดความสมดุลย์ของการระบายอากาศเพื่อให้เกิดอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อให้สัตว์อยู่สบายถือเป็นหลักสำคัญที่สุด โดยทั่วไปแล้วการวัดอุณหภูมิที่เหมาะสมจะวัดจากอุณหภูมิโรงเรือนไม่ได้ การวัดจากอุณหภูมิที่ตัวสัตว์รู้สึกซึ่งอุณหภูมิที่ตัวสุกรรู้สึกเป็นเรื่องที่วัดได้ยาก โดยมากแล้วเราจะใช้การสังเกตพฤติกรรมสัตว์ว่าสัตว์แสดงออกเช่นไรเป็นการวัดโดยทางอ้อม เช่น วัดจากการกินได้เมื่ออากาศร้อน สัตว์เกิดความเครียดการกินได้ก็จะลดต่ำลง การขับถ่ายอย่างที่เราเรียกกันว่าสุกรนอนเล่นขี้ เนื่องจากขี้หมูมีน้ำอยู่การที่สุกรนอนคลุกขี้ก็จะเป็นการลดอุณหภูมิร่างกายของสุกรอย่างหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าในขี้หมูก็อาจปนเปื้อนด้วยเชื้อโรครวมทั้งไข่พยาธิอีกด้วย การรวมกลุ่มของสัตว์ถ้าหนาวสุกรนอนสุม ถ้าร้อนสุกรมักไปนอนใต้จุ๊บน้ำ และอุบัติการณ์ของโรคเมื่อสัตว์เกิดความเครียดสุกรจะป่วยง่ายขึ้นเป็นต้น

โดยทั่วไปแล้วความรู้สึกร้อนหรือหนาวเป็นความรู้สึกที่เกิดจากหลายสิ่งหลายอย่างรวมกันเพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถใช้การประเมินเพียงอย่างเดียวได้ที่จะมาตัดสินใจว่าอุณหภูมิในขณะนั้นเหมาะสมกับตัวสุกรหรือไม่ เช่น สุกรอนุบาลต้องการอุณหภูมิมากกว่าสุกรแม่พันธุ์ในการที่จะอยู่สบาย หรือลักษณะของอาหารที่สุกรกิน เช่น ในหน้าร้อนการเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์กลุ่มที่ให้พลังงานจากกลุ่มของคาร์โบไฮเดรตเป็นไขมันเพิ่มมากขึ้นจะช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญอาหารได้อีกด้วย หรือความหนาแน่นของสุกรที่มากจนเกินไปก็จะจำเป็นที่จะต้องการอุณหภูมิภายนอกที่ต่ำลงเพื่อช่วยลดความร้อนที่เกิดจากการแผ่รังสีของตัวสัตว์ได้ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้มีการพัฒนาระบบการทำความเย็นให้กับตัวสุกรหลายรูปแบบ เช่น การใช้น้ำหยด พัดลม การใช้ระบบพ่นละอองไอน้ำ การใช้ฉนวนความร้อนในโรงเรือนเปิด และระบบ evaporative cooling system ในโรงเรือนปิด เป็นต้น อีกเรื่องหนึ่งที่อาจหลงลืมกันบ่อย คือ เรื่องระยะห่างของโรงเรือนซึ่งโรงเรือนที่มีระยะห่างที่เหมาะสมจะทำให้การระบายอากาศระหว่างโรงเรือนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเรื่องความสะอาดของหลังคาเพราะหากหลังคาสกปรกจะทำให้การระบายอากาศในโรงเรือนเป็นไปได้ยาก

ระบบน้ำหยดควรได้มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การให้น้ำหยดมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เกิดการสูญเสียน้ำไปโดยไม่ก่อให้เกิดการระบายความร้อน หรือ ระบบน้ำหยดไม่สามารถทำงานได้ในส่วนท้ายของโรงเรือน นอกจากนี้การใช้พัดลมร่วมกับน้ำหยดเป็นเรื่องที่จำเป็นเนื่องจากการระบายความร้อนจะเกิดขึ้นได้ทั้ง 2 ทาง คือ ทั้งการระเหยน้ำและการพาความร้อนซึ่งก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการระบายความร้อนสูงสุด นอกจากนี้การเปิดพัดลมยังช่วยในการระบายเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ , แอมโมเนีย และฝุ่นละอองออกจากโรงเรือนอีกด้วย การเปิดพัดลมยังช่วยในเรื่องของการปรับอุณหภูมิของตัวสัตว์โดยทำให้สัตว์รู้สึกเย็นขึ้นกว่าอุณหภูมิจริง ( wind chill effect) อีกด้วย ส่วนระบบการพ่นละอองน้ำเป็นฝอยเมื่อใช้ร่วมกับพัดลมจะเกิดผลเช่นเดียวกัน ปัญหาที่พบได้บ่อยของการใช้ระบบพ่นน้ำละอองฝอย คือ การที่หัวฉีดตีบตัน เนื่องจากปัญหาคุณภาพน้ำ ดังนั้นร้อนนี้เสียสละเวลาของท่านในการตรวจสอบระบบต่าง ๆ ในฟาร์มจะเป็นผลดีมากขึ้น ในส่วนของโรงเรือนสุกรอนุบาล สุกรขุนที่นิยมใช้การขังน้ำเพื่อให้สุกรเล่นในช่วงอากาศร้อนนั้นเป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไปว่าได้ผลในการช่วยระบายความร้อนออกจากตัวสุกรได้ดี แต่การใช้พัดลมก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเนื่องจากเราต้องการการระบายอากาศด้วยไม่ใช่ต้องการเพื่อระบายความร้อนเพียงอย่างเดียว

ตารางที่ 1 แสดงอุณหภูมิ Effective Thermal Environment สำหรับสุกรในแต่ละช่วงของการผลิตและอุณหภูมิวิกฤติสูงสุดและต่ำสุด

ชนิดสุกร

Recommended

Lower intervention

Upper intervention

temperature Co

temperature Co

temperature Co

แม่สุกรเลี้ยงลูก

16-28

10

33

ลูกสุกร(กล่องกก)

33

-

-

สุกรน้ำหนัก 5-15 กก.

27-33

16

35

สุกรอนุบาล น้ำหนัก 15-35 กก.

18-27

5

35

สุกรรุ่น น้ำหนัก 35-70 กก.

16-24

-4

35

สุกรขุ่น น้ำหนัก 70-100 กก.

10-24

-15

35

แม่พันธุ์และพ่อพันธุ์

16-24

-15

35

หมายเหตุ :

หมายถึง อุณหภูมิสิ่งแวดล้อมที่แนะนำสำหรับสุกรในแต่ละช่วงของการผลิต โดยช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันเป็นช่วงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับสภาพอุณหภูมิร่างกายให้สามารถอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ
หมายถึง เป็นอุณหภูมิที่ต้องมีการจัดการเพื่อลดการสูญเสียความร้อนออกจากตัวสัตว์ เช่น การปูพื้นคอก การเพิ่มไฟกก เป็นต้น
หมายถึง เป็นอุณหภูมิที่ต้องมีการจัดการเพื่อทำให้สภาพอากาศเย็นลง เช่น การเพิ่มการระบายอากาศ , การเปิดน้ำหยด
ดัดแปลงจาก Solon A. Ewing, Donald C. Lay JR., Eberhard Von Borell.

การระบายอากาศในเล้าสุกรสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบใหญ่ คือ การระบายอากาศแบบธรรมชาติ และแบบใช้พัดลม ในส่วนการระบายอากาศโดยธรรมชาตินั้นขึ้นอยู่กับลมธรรมชาติ และการจัดวางโรงเรือนเป็นหลัก ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่าไม่สามารถจัดการอะไรได้เลยเพราะจะต้องมีการวางแผนตั้งแต่แรกเริ่มในการสร้างโรงเรือน ส่วนของการใช้พัดลมเพื่อการจัดการการระบายอากาศนั้นจะมีเรื่องที่ต้องคำนึงถึงหลายด้าน ๆ เช่น เราจะต้องวางพัดลมให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศที่เหมาะสม เช่น ต้องมีการพัดเอาอากาศเสียออกจากเล้าก่อนที่จะมีการพัดเอาอากาศดีเข้าหาตัวสุกร รวมทั้งการจัดวางผังโรงเรือนไม่ให้มีการขวางทิศทางลม เป็นต้น

ตารางที่ 2 ความเร็วลมที่เหมาะสมในสุกรแต่ละช่วงต่อหน่วยการผลิตสัตว์ หรือ ต่อแม่สุกรและลูก
สุกรที่ความดัน Static pressure เท่ากับ 1/8 นิ้วน้ำ

อัตราการระบายอากาศ(cfm/ตัว หรือ cfm/แม่)

ช่วงของการให้ผลผลิต

น้ำหนัก(กก.)

Cold weather

Mild weather

Hot weather

แม่สุกรและลูกสุกร

180

20

80

500

ลูกสุกร

5-15

2

10

25

สุกรอนุบาล

15-35

3

15

35

สุกรรุ่น

35-70

7

24

75

สุกรขุน

70-100

10

35

120

สุกรอุ้มท้อง

150

12

40

150

พ่อพันธุ์ หรือ แม่พันธุ์

180

14

50

300

ดัดแปลงจาก Solon A. Ewing, Donald C. Lay JR., Eberhard Von Borell.

ในการจัดการโรงเรือนแบบเปิดนั้นแทบจะเรียกได้ว่าอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก เพียงเราเสริมตัวช่วยในการใช้น้ำหยด การใช้พ่นละอองน้ำ และพัดลมเพิ่มเพื่อลดอุณหภูมิและมีการระบายอากาศที่ดีอีกด้วย ส่วนโรงเรือนปิดที่ใคร ๆ คิดว่ามีการจัดการที่ง่ายนั้นกลับมีการจัดการที่ยากมากขึ้นเนื่องจากจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับระบบการทำงานเพื่อให้สามารถเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่เราสามารถตรวจสอบข้อผิดพลาดของระบบการทำงานของ Evaporative cooling system ได้เองโดยดูจากเรื่องต่าง ๆต่อไปนี้

1. ตรวจสอบว่าการระบายอากาศว่าเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่ โดยคำนวณการแลกเปลี่ยนอากาศที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าสุกรได้รับอากาศที่ดีเพียงพอ และระบบของเราสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดี
2. วัดความเข้มข้นของก๊าซภายในโรงเรือน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ , ก๊าซแอมโมเนีย และก๊าซออกซิเจน เป็นต้น
3. เน้นความสะอาดของอุปกรณ์ต่าง ๆ เนื่องจากอุปกรณ์ที่สะอาดจะช่วยให้การทำงานของอุปกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
4. ตรวจสอบอุณหภูมิสุงสุดและต่ำสุดของแต่ละวัน เพื่อตรวจสอบการทำงานของระบบการทำความเย็น และประสิทธิภาพของพัดลม
เมื่อเราทำการตรวจสอบเรื่องต่าง ๆตามหัวข้อข้างต้น แล้วจะต้องนำมาประมวลผลเพื่อหา
สาเหตุของปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป แต่การตรวจสอบนี้ไม่ควรทำเพียงครั้งเดียวควรได้มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าโรงเรือนระบบ Evaporative cooling system ของเรานั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้จ่ายค่าไฟฟ้าไปโดยเปล่าประโยชน์

เอกสารอ้างอิง
John Gadd .Pig production problems, Problem with
ventilation .2003. Nottingham :Nottingham
university press.
Solon A. Ewing, Donald C. Lay JR., Eberhard Von Borell.,
Farm animal well being.1999.New Jersey :
Prentice –Hall.




 

 
send mail to us